WooCommerce และ WordPress

รับทำเว็บ WooCommerce ในประเทศไทย

เป็นเจ้าของร้านค้าเต็มรูปแบบ — ไม่มีค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เนื้อหาและร้านค้าอยู่ในเว็บไซต์เดียวกัน พร้อมช่องทางชำระเงินไทยและวินัยการดูแลรักษาที่ WordPress ต้องการจริงๆ

  • WooCommerce
  • WordPress
  • ปลั๊กอินเฉพาะ
  • ย้ายระบบ
  • ดูแลรักษา
  • WooExpertพาร์ตเนอร์นักพัฒนา WooCommerce ที่ได้รับการรับรอง
  • Shopify Partnerได้รับการรับรองให้พัฒนาและดูแลร้านค้า Shopify และ Shopify Plus
  • Magento Partnerพาร์ตเนอร์ผู้ให้บริการโซลูชัน Adobe Commerce และ Magento 2
Foodpromart storefront
Thianthong storefront
Choakchai Group storefront
0+

โปรเจกต์ที่ส่งมอบแล้ว

0+

ลูกค้าที่พึงพอใจ

0+

ปีประสบการณ์

ข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องรู้

คุณเป็นเจ้าของทุกอย่าง รวมถึงการดูแลรักษาด้วย

แกนหลักของ WordPress ไม่ใช่จุดอ่อน — ปลั๊กอินต่างหากที่ใช่ Patchstack บันทึกช่องโหว่ใหม่ของ WordPress ถึง 11,334 รายการในปี 2025 และ 91% อยู่ในปลั๊กอิน มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ในแกนหลัก เกือบครึ่งหนึ่งยังไม่มีแพตช์แก้ไขในวันที่เปิดเผยช่องโหว่

นี่ไม่ใช่ข้อโต้แย้งที่ต่อต้าน WooCommerce แต่เป็นเหตุผลที่ร้าน WooCommerce ต้องมีคนดูแลการอัปเดต สำรองข้อมูล และมอนิเตอร์ระบบ — และเป็นเหตุผลที่เรารวมสิ่งนี้เข้าไปในงานตั้งแต่ต้น แทนที่จะปล่อยให้คุณมาพบทีหลัง

สิ่งที่คุณได้รับตอบแทน

  • ไม่มีค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม — WooCommerce ไม่หักส่วนแบ่งจากยอดขายของคุณ
  • เนื้อหาและร้านค้าอยู่โดเมนเดียวกัน ซึ่งส่งผลดีต่อ SEO ในระยะยาว
  • คุณเป็นเจ้าของโค้ดและข้อมูล ย้ายโฮสต์เมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ
  • ปรับแต่งอะไรก็ได้ เพราะไม่มีอะไรถูกล็อกไว้ในแพลนใดแพลนหนึ่ง

ข้อมูลช่องโหว่จากงานวิจัยความปลอดภัย WordPress ปี 2025 ของ Patchstack

สิ่งที่เราพัฒนา

บริการ WooCommerce ครบวงจร

สร้างร้าน WooCommerce เฉพาะ

สร้างบนโฮสติงของคุณเอง พร้อมธีมที่เขียนขึ้นสำหรับแบรนด์คุณ — ตั้งค่าสินค้า การชำระเงิน การจัดส่ง และภาษีไทยอย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก

รวมคอนเทนต์และการขายไว้ด้วยกัน

จุดแข็งที่แท้จริงของ WooCommerce คือบทความ คู่มือ และแลนดิ้งเพจที่ติดอันดับค้นหา พร้อมปุ่มซื้อในเว็บไซต์เดียวกัน ไม่ใช่หน้าร้านแยกต่างหาก

ความเร็วและ Core Web Vitals

แคช วินัยเรื่องรูปภาพ ทำความสะอาดฐานข้อมูล และตัดปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น WooCommerce จะช้าก็ต่อเมื่อไม่มีใครดูแลประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยและการดูแลรักษา

แพตช์ อัปเกรดเวอร์ชัน สำรองข้อมูล และมอนิเตอร์ตามตารางเวลา — ส่วนที่ตัดสินว่าร้าน WordPress จะปลอดภัยหรือไม่

พัฒนาปลั๊กอินเฉพาะ

เมื่อไม่มีปลั๊กอินไหนตอบโจทย์ เราเขียนขึ้นใหม่ให้ แทนที่จะติดตั้งสามตัวที่ตรงความต้องการครึ่งเดียวและขัดแย้งกันเอง

ย้ายระบบมา WooCommerce

ย้ายจาก Shopify, Magento หรือเว็บไซต์แบบ Static พร้อมย้ายสินค้า ลูกค้า และเนื้อหา พร้อมแผนที่ Redirect เพื่อรักษาอันดับ SEO

ออกแบบมาเพื่อประเทศไทย

ทุกอย่างที่ร้านค้าไทยต้องการ โดยไม่มีค่าคอมมิชชันเพิ่ม

เกตเวย์ชำระเงินไทย

เชื่อมต่อ 2C2P, Omise, GB Prime Pay และเกตเวย์ธนาคารผ่านปลั๊กอิน WooCommerce อย่างเป็นทางการ

PromptPay และโอนผ่านธนาคาร

ช่องทาง QR และโอนเงินพร้อมระบบยืนยัน โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมาหักเพิ่ม

เก็บเงินปลายทางและขนส่งไทย

เก็บเงินปลายทางพร้อมเชื่อมต่ออัตราค่าส่งและติดตามพัสดุกับ Kerry, Flash, J&T และไปรษณีย์ไทย

เชื่อมต่อ LINE

ช่องทางติดต่อและแจ้งอัปเดตคำสั่งซื้อผ่าน LINE ช่องทางที่ลูกค้าไทยอ่านข้อความจริง

ใบกำกับภาษีและ VAT

เก็บข้อมูลใบกำกับภาษีไทยตั้งแต่ขั้นตอนชำระเงิน และจัดการ VAT อย่างถูกต้อง

ไทยและอังกฤษ

หน้าร้านสองภาษาเขียนโดยเจ้าของภาษา ไม่ใช่ปลั๊กอินแปลภาษาอัตโนมัติ

ย้ายระบบมา WooCommerce

ย้ายระบบโดยไม่เสียอันดับ SEO

ไม่ว่าคุณจะย้ายมาจาก Shopify, Magento หรือเว็บไซต์ที่ไม่มีใครแตะต้องมาหลายปี ข้อมูลมักไม่ใช่ส่วนที่ยาก แต่คือการทำ Redirect

01

ตรวจสอบระบบเดิม

แคตตาล็อก ลูกค้า คำสั่งซื้อ ปลั๊กอิน และทราฟฟิก เราจะบอกว่าอะไรควรเก็บไว้และอะไรกลายเป็นภาระโดยไม่รู้ตัว

02

ทำแผนที่ URL

จัดทำแผนที่ Redirect รายหน้าก่อนเริ่มย้ายสิ่งใด — ขั้นตอนที่ปกป้องอันดับ SEO ที่คุณลงทุนมา

03

สร้างระบบใหม่

สร้างธีมและฟังก์ชันใหม่บน WooCommerce พร้อมเลือกปลั๊กอินอย่างตั้งใจ ไม่ใช่สะสมไปเรื่อยๆ

04

ย้ายข้อมูล

ย้ายสินค้า ตัวเลือกสินค้า ลูกค้า และประวัติคำสั่งซื้อ พร้อมตรวจสอบให้ตรงกับต้นฉบับ

05

การชำระเงินและภาษี

ตั้งค่าและทดสอบเกตเวย์ไทย PromptPay เก็บเงินปลายทาง อัตราค่าส่ง และ VAT ด้วยธุรกรรมจริง

06

เปิดใช้งานและเสริมความแข็งแกร่ง

เปิดระบบใหม่ แล้วตั้งค่าสำรองข้อมูล มอนิเตอร์ และตารางแพตช์ เพื่อให้ระบบแข็งแรงต่อไป

คำแนะนำตรงไปตรงมา

กรณีที่เราจะแนะนำทางเลือกอื่นให้

  • สินค้าหลักหมื่นรายการที่ต้องกรองด้วยคุณสมบัติจำนวนมาก
  • ราคาแบบ B2B เชิงลึก — ราคาตามสัญญา เครดิตเทอม ขั้นตอนอนุมัติ
  • ทีมที่ไม่มีใครดูแลการอัปเดต สำรองข้อมูล และโฮสติง

สองข้อแรก Magento มักเป็นเครื่องมือที่เหมาะกว่า ข้อที่สาม Shopify จะช่วยรับภาระเรื่องโฮสติงและความปลอดภัยแทนคุณ เราพัฒนาทั้งสามแพลตฟอร์ม

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง WooCommerce

คำถามที่เราถูกถามบ่อยที่สุด

ส่วนใหญ่ถูกกว่าในแง่ค่าธรรมเนียม WooCommerce เป็นโอเพนซอร์สและไม่หักส่วนแบ่งจากยอดขาย คุณจ่ายแค่ค่าธรรมเนียมเกตเวย์ชำระเงินเท่านั้น เรื่องนี้สำคัญในไทยเพราะ Shopify Payments ใช้กับร้านค้าไทยไม่ได้ ทำให้ร้าน Shopify ต้องใช้เกตเวย์บุคคลที่สามและจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมของ Shopify เพิ่มด้วย ข้อแลกเปลี่ยนคือคุณต้องดูแลโฮสติง ความปลอดภัย และการบำรุงรักษาเอง ซึ่งก็มีต้นทุนจริงเช่นกัน เพียงแต่เป็นคนละแบบ

แกนหลักของ WordPress ไม่ใช่จุดอ่อน — ปลั๊กอินต่างหากที่ใช่ ข้อมูลปี 2025 ของ Patchstack พบว่า 91% ของช่องโหว่ WordPress ใหม่อยู่ในปลั๊กอิน มีเพียงส่วนน้อยอยู่ในแกนหลัก และเกือบครึ่งยังไม่มีแพตช์แก้ไขในวันที่เปิดเผย ร้าน WooCommerce จะปลอดภัยเท่ากับวินัยการจัดการปลั๊กอินและตารางแพตช์ของมัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราถือว่าการดูแลรักษาเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่ตัวเลือกเสริม

จะช้าก็ต่อเมื่อไม่มีใครดูแลประสิทธิภาพ WooCommerce ทำงานบนโฮสติงของคุณเอง ความเร็วจึงเป็นทางเลือกที่คุณกำหนดได้ ทั้งแคช การจัดการรูปภาพ ความสะอาดของฐานข้อมูล และจำนวนปลั๊กอินที่เหมาะสม เราสร้างงานภายใต้งบประมาณด้านประสิทธิภาพและวัดผลเทียบกับ Core Web Vitals แทนการอ้างว่าเร็วลอยๆ

ร้านค้าแบบมาตรฐานโดยทั่วไปอยู่ที่ 50,000–120,000 บาท สำหรับงานออกแบบ ตั้งค่าสินค้า การชำระเงิน และการจัดส่ง ฟังก์ชันเฉพาะ การย้ายระบบ หรือเชื่อมต่อระบบหลังบ้าน โดยทั่วไปเริ่มต้นที่ 150,000–300,000 บาท ค่าโฮสติงและไลเซนส์ปลั๊กอินพรีเมียมแยกต่างหากและชำระตรงกับผู้ให้บริการนั้นๆ

เลือก WooCommerce ถ้าคอนเทนต์และ SEO สำคัญพอๆ กับร้านค้า ต้องการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ หรือใช้ WordPress อยู่แล้ว เลือก Shopify ถ้าอยากให้คนอื่นดูแลโฮสติง ความปลอดภัย และมาตรฐาน PCI แทน และต้องการเริ่มขายเร็ว เราพัฒนาทั้งสองแพลตฟอร์ม จึงไม่มีผลประโยชน์ที่จะเชียร์ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

รับ และเป็นคำขอที่พบบ่อย เราตรวจสอบปลั๊กอิน ธีม ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยก่อน แล้วบอกตรงๆ ว่าการปรับปรุงของเดิมหรือสร้างใหม่คุ้มค่ากว่ากัน บางครั้งคำตอบคือสร้างใหม่แบบสะอาดถูกกว่าการแก้ไขของเดิมที่ยุ่งเหยิง

รองรับสินค้าหลักพันรายการได้ ด้วยโฮสติง การทำ Index และวินัยการเขียนคำสั่งฐานข้อมูลที่เหมาะสม แต่ถ้าเป็นหลักหมื่นรายการที่ต้องกรองด้วยคุณสมบัติจำนวนมาก Magento มักเป็นเครื่องมือที่เหมาะกว่า และเราจะบอกตรงๆ แทนที่จะขายงานที่จะมีปัญหาในภายหลัง

มี และสำหรับ WooCommerce เราแนะนำอย่างยิ่ง หมายถึงการอัปเดตปลั๊กอินและแกนหลักตามตาราง สำรองข้อมูล มอนิเตอร์ Uptime และความปลอดภัย พร้อมมีคนให้ติดต่อเมื่อเกิดปัญหา เมื่อพิจารณาว่าช่องโหว่ WordPress ที่เปิดเผยแล้วถูกนำไปใช้โจมตีเร็วแค่ไหน ร้านค้าที่ไม่มีคนดูแลคือความเสี่ยงจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี

กำลังสร้างร้าน WooCommerce หรือกู้ร้านเดิมอยู่?

บอกเราว่าคุณขายอะไรและเว็บไซต์ปัจจุบันอยู่ในสภาพไหน คุณจะได้คำตอบตรงๆ เรื่องแพลตฟอร์ม ค่าใช้จ่าย และว่าปรับปรุงของเดิมดีกว่าสร้างใหม่หรือไม่